แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2556

ASEAN สะกิด Librarian อย่างไร




การก้าวเข้าสู่ประชาคม ASEAN เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของห้องสมุด และเป็นสิ่งที่ Librarian ควรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อการปรับศักยภาพการทำงาน หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการปรับสมรรถนะในการทำงานนั่นเอง สิ่งที่ควรรู้โดยสรุป ประกอบด้วย
1. AUNILO – เครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องสมุดมหาวิทยาลัย อาเซียน ASEAN University Network (AUN) หรือ เครือข่าย มหาวิทยาลัยอาเซียน เป็นเครือข่ายของมหาวิทยาลัยของกลุ่มประเทศ อาเซียน เมื่อแรกก่อตั้ง ในปี ค.ศ.1995 มีสมาชิก 6 ประเทศ ๆ ละ 2
มหาวิทยาลัย สำหรับประเทศไทย คือ มหาวิทยาลัยบูรพา และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาได้ขยายเพิ่มขึ้น อีก 2 แห่ง คือ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จุดเน้นที่สาคัญของ AUN คือ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้เพื่อการศึกษาและเพื่อการสร้างเครือข่ายสารสนเทศสาหรับสมาชิกของ AUN รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันในรูปแบบของการฝึกอบรม การสัมมนาเชิงปฏิบัติการทางวิชาการ เพื่อการร่วมกันสร้างแนวปฏิบัติที่ดีในการทำงาน (best practice)
2. การพัฒนาสมรรถนะของบรรณารักษ์
บรรณารักษ์เคยถามตัวเองหรือไม่ว่าต้องเตรียมตัวอย่างไร ความรู้และทักษะอะไรบ้างที่ควรมีเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากทักษะทางบรรณา รักษศาสตร์แบบดั้งเดิม เช่น บรรณารักษ์ในงานบริการก็ต้องมีความรู้และทักษะการบริการตอบคาถามและช่วยการค้นคว้า การสืบค้นสารสนเทศ เป็นต้น
เรามาสร้างสิ่งเหล่านี้เพิ่มเติมกันดีไหม
•ทักษะวิชาที่เพิ่มคุณค่า หมายถึง ทักษะการวิจัย ทักษะการสังเคราะห์ และประมวลผลสารสนเทศสำหรับสนับสนุนงานและการตัดสินใจของผู้รับบริการ
•ทักษะที่ไม่เกี่ยวโดยตรงกับสายงาน (Soft skills) ซึ่งเป็นทักษะทั่วไป โดยเฉพาะทักษะด้านการสื่อสาร การจัดการ ภาวะผู้นำ การสอน การฝึกอบรม และการสร้างทีม ความสามารถในการเข้าใจผู้ใช้และความต้องการสารสนเทศของผู้ใช้ รวมทั้งความสามารถในการปรับเปลี่ยน และความเต็มใจทำงานหลากหลายขึ้น
•ทักษะด้านภาษาอังกฤษสำหรับการสื่อสาร เมื่อดูแล้ว จะเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพราะภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการของอาเซียน ในขณะที่ประเทศไทยไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาทางการ ดังนั้น บรรณารักษ์บางคนอาจประสบปัญหาในเรื่องนี้ ทำให้ต้องมีการเพิ่มพูนทักษะและพัฒนาศักยภาพ โดยสามารถเลือกอ่าน ฝึกทักษะการสื่อสารจากสื่อการศึกษาที่ให้บริการในห้องสมุด ของใกล้ตัวทั้งนั้น
เมื่อบรรณารักษ์สามารถทำได้ ต่อไปเราจะเป็นบรรณารักษ์ข้ามชาติได้เลยทีเดียว 

ที่มา http://library.stou.ac.th/blog/?p=2367 

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

แหล่งท่องเที่ยว :: ประเทศไทย


            ประเทศไทย ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนคาบสมุทรอินโดไทย มีพรมแดนทางทิศตะวันออกติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและราชอาณาจักรกัมพูชา ทิศใต้ติดอ่าวไทยและมาเลเซีย ทิศตะวันตกติดทะเลอันดามันและสหภาพพม่า และทิศเหนือติดกับสหภาพพม่าและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ประเทศไทยมีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลาย ตั้งแต่หาดทราย ชายฝั่งทะเล หมู่เกาะ ที่ราบลุ่ม ที่ราบสูง จนถึงยอดเขาสูงถึง 2,500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง จึงทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง

แหล่งท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่บริเวณเขตศูนย์สูตร ป่าไม้จึงมีสภาพแบบป่าเขตร้อน ซึ่งจัดเป็นแหล่งพันธุกรรมที่หลากหลายที่สุด และเป็นแหล่งทรัพยากรอันทรงคุณค่ามหาศาลของโลก สังคมป่าเขตร้อนของไทยประกอบด้วยป่าดิบและป่าผลัดใบชนิดต่างๆ เชื่อมต่อระหว่างป่าเขตร้อนชื้นอย่างแท้จริงของประเทศมาเลเซีย และป่าดิบแล้งซึ่งปรากฏส่วนใหญ่ในประเทศไทย ลาว พม่า และเขมร ทำให้ประเทศไทยมีพรรณไม้ที่มีค่าของสังคมป่าทั้ง 2 ประเภทเป็นจำนวนมาก เช่น พรรณไม้ในวงศ์ไม้ยางที่มีอยู่มากกว่า 50 ชนิด ซึ่งเป็นพรรณไม้ที่ปรากฏเฉพาะในภูมิภาคนี้เท่านั้น
สำหรับสัตว์ป่านั้น แม้ในปัจจุบันนี้จำนวนจะลดน้อยลงไปมากแล้ว แต่ผืนป่าอนุรักษ์ของไทยหลายแห่งก็ยังมีสัตว์ป่าชุกชุมอยู่ เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และผืนป่าฮาลา-บาลาทางภาคใต้ เป็นต้น และจากความสมบูรณ์ของผืนป่า ทำให้ประเทศไทยมีแหล่งน้ำที่อุดมไปด้วยพันธุ์สัตว์น้ำมากมาย มีแหล่งน้ำทางธรรมชาติ ทั้งแม่น้ำและลำคลองอยู่มากมายแทบทุกภูมิภาค อีกทั้งยังมีแหล่งน้ำที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น อ่างเก็บน้ำและเขื่อนอีกหลายแห่งด้วย
นอกจากนี้ ภายในพื้นที่กว้างใหญ่กว่า 350,000 ตารางกิโลเมตรของท้องทะเลไทย ยังมีน้ำทะเลที่สวยใส สะอาด หาดทรายขาวละเอียด มีทรัพยากรและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่อุดมสมบูรณ์สวยงาม มีความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งมีแนวปะการังขนาดใหญ่ที่มีสภาพสมบูรณ์ และงดงามโด่งดังติดอันดับโลก มีจุดดำน้ำตื้นและจุดดำน้ำลึกที่มีชื่อเสียงอยู่หลายแห่ง ทั้งในฝั่งทะเลอันดามันและฝั่งทะเลอ่าวไทย รวมทั้งมีเกาะใหญ่น้อยเป็นจำนวนมาก ให้เดินทางท่องเที่ยวกันได้ตลอดทั้งปี โดยมีฤดูท่องเที่ยวผลัดกันฝั่งละ 6 เดือน
กรุงเทพมหานคร เป็นนครหลวงของประเทศไทยที่ได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองที่น่าเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก ด้วยความสวยงามแบบผสมผสานทั้งความทันสมัย และความงดงามของสถาปัตยกรรมแห่งอดีตที่หลอมรวมกันเอาไว้ เริ่มต้นการเดินทางเอาฤกษ์เอาชัย ไม่ไกลจาก "เกาะรัตนโกสินทร์" กันก่อนครับ แล้วค่อยเที่ยวที่อื่นๆ ของไทย

อาหารไทย

อาหารไทยเป็นการผสมผสานรสชาติความหวาน ความเผ็ด ความเปรี้ยว ความขมและความเค็ม ส่วนประกอบซึ่งมักจะใช้ในการปรุงอาหารไทย รวมไปถึง กระเทียม พริก น้ำมะนาว และน้ำปลา และวัตถุดิบสำคัญของอาหารในประเทศไทย คือ ข้าว โดยมีข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือเป็นพื้น มีคุณลักษณะพิเศษ คือ ให้คุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน และให้สรรพคุณทางยาและสมุนไพร ตามสถิติพบว่า ชาวไทยรับประทานข้าวขาวมากกว่า 100 กิโลกรัมต่อคนต่อปี อาหารที่ขึ้นชื่อที่สุดของคนไทย คือ น้ำพริกปลาทู พร้อมกับเครื่องเคียงที่จัดมาเป็นชุด ส่วนอาหารที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกนั้นคือต้มยำกุ้ง เมื่อ พ.ศ. 2554 เว็บไซต์ CNNGO ได้จัดอันดับ 50 เมนูอาหารที่อร่อยที่สุดในโลกโดยการลงคะแนนเสียงทางเฟซบุ๊ก ปรากฏว่า แกงมัสมั่นได้รับเลือกให้เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก

ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)

ธงชาติ
ตราแผ่นดิน
แผนที่

ชื่อทางการ : ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)
ที่ตั้ง : ตั้งอยูบนคาบสมุทรอินโดไทย ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต มีพรมแดนทางทิศตะวันออกติดประเทศลาวและประเทศกัมพูชา ทิศใตติดอาวไทยและประเทศมาเลเซีย ทิศตะวันตกติดทะเลอันดามันและประเทศพมา และทิศเหนือติดกับประเทศพมาและประเทศลาว โดยมีแมน้ำโขงกั้นเปนบางชวง
พื้นที่ 513,115.02 ตารางกิโลเมตร
เมืองหลวง : กรุงเทพมหานคร (Bangkok)
ประชากร : 64.7 ลานคน (2551)
ภูมิอากาศ : เปนแบบเขตรอน อากาศรอนที่สุดในเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมเปนฤดูรอน โดยจะมีฝนตกและเมฆมากจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใตในชวงกลางเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมเปนฤดูฝน สวนในเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมีนาคม อากาศแหงและหนาวเย็นจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเปนฤดูหนาว ยกเวนภาคใตที่มีอากาศรอนชื้นตลอดทั้งปจึงมีแคสองฤดูคือฤดูรอนกับฤดูฝน
ภาษา : ภาษาไทยเปนภาษาราชการ
ศาสนา : ประมาณรอยละ 95 ของประชากรไทยนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ซึ่งเปนศาสนาประจำชาติโดยพฤตินัย แมวายังจะไมมีการบัญญัติในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยก็ตาม  ศาสนาอิสลามประมาณรอยละ 4 ซึ่งสวนใหญเปนชาวไทยทางภาคใตตอนลาง  ศาสนาคริสตและศาสนาอื่นประมาณรอยละ 1
สกุลเงิน : บาท (Baht : THB)
ระบอบการปกครอง : ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข
 * พระมหากษัตริย คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สยามินทราธิราช
บรมนาถบพิตร (His Majesty King Bhumibol Adulyadej)
นายกรัฐมนตรีของไทย
1.พระยามโนปกรณ์นิติธาดา พ.ศ.2475
2.พระยาพหลพลพยุหเสนา พ.ศ.2476
3.จอมพลป. พิบูลสงคราม พ.ศ.2481
4.พ.ต.ควง อภัยวงศ์ พ.ศ.2487
5.นายทวี บุณยเกตุ พ.ศ.2488
6.ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช พ.ศ.2488
7.นายปรีดี พนมยงค์ พ.ศ.2489
8.พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ พ.ศ.2490
9.นายพจน์ สารสิน พ.ศ.2500
10.จอมพลถนอม กิตติขจร พ.ศ.2500
11.จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.ศ.2502
12.นายสัญญา ธรรมศักดิ์ พ.ศ.2517
13.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พ.ศ.2518
14.นายธานินทร์ กรัยวิเชียร พ.ศ.2519
15.พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พ.ศ.2520
16.พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พ.ศ.2526
17.พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ พ.ศ.2531
18.นายอานันท์ ปันยารชุน พ.ศ.2534
19.พล.อ.สุจินดา คราประยูร พ.ศ.2535
20.นายชวน หลีกภัย พ.ศ.2535
21.นายบรรหาร ศิลปอาชา พ.ศ.2538
22.พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พ.ศ.2539
23.พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร พ.ศ.2544
24.พลเอกสุรยุทธิ์ จุลานนท์ พ.ศ.2549
25.นาย สมัคร สุนทรเวช พ.ศ.2551
26.นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ.ศ.2551
27.นาย อภิสิทธ์ เวชชาชีวะ พ.ศ. 2551
28.นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ..2554
ที่มา : www1.mod.go.th/admm/aseancountry_thai.pdf 

10 อาหารประจําชาติอาเซียน :: ประเทศไทย

ต้มยำกุ้ง - ประเทศไทย
ต้มยำกุ้ง - ประเทศไทย

            ต้มยำกุ้งเป็นอาหารจานโปรดของคนไทยมานาน จัดเป็นอาหารประจำชาติที่ปัจจุบันได้รับความนิยมไปถึงนานาประเทศเสน่ห์ของต้นยำกุ้งคืออะไร ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คุณรู้จักต้มยำกุ้งมากแค่ไหน เราขอท้าให้คุณลองทำความรู้จักต้นยำกุ้งในแง่มุมใหม่ด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ต้มยำกุ้งเป็นอาหารที่มีไขมันน้อย ให้พลังงานต่ำมาก และให้ประโยชน์จากสมุนไพรที่มาใช้ในการประกอบอาหาร หากมีการควบคุมเรื่องปริมาณของเครื่องปรุงรสให้พอเหมาะจะถือได้ว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพประเภทหนึ่งเลยทีเดียว

 เครื่องปรุง + ส่วนผสม 

* กุ้งขนาดกลาง 12 ตัว (ปอกเปลือก, ทำความสะอาด)
* เห็ดฟาง 10 อัน
* ตะไคร้ 1 กำ    (ทุบให้แหลกและหั่นเป็นท่อนยาวประมาณ 2")
* ใบมะกรูด 3 ใบ
* เกลือ 1 ช้อนชา
* น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
* น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
* พริกขี้หนู 6 เม็ด (ทุบพอให้แหลก)
* น้ำสะอาด 4 ถ้วยตวง
* ผักชี 1/2 ถ้วยตวง (หั่นหยาบ)

วิธีทำทีละขั้นตอน

1. ปอกเปลือกกุ้งออก เหลือหางไว้ (เพื่อความสวยงามเมื่อปรุงเสร็จ) จากนั้นหั่นด้านหลังกุ้งเพื่อเอาเส้นเลือดสีดำออก เสร็จแล้วนำเห็ดฟางไปล้างให้สะอาด หั่นเป็น 4 ส่วนและนำไปผึ่งให้แห้ง

2. นำน้ำเปล่าไปต้มในหม้อ จากนั้นใส่ตะไคร้, ใบมะกรูด และกุ้ง เมื่อสีกุ้งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพู (เริ่มสุก) ใส่เห็ดที่หั่นไว้แล้วและเกลือ

3. หลังจากน้ำเดือดแล้วปิดไฟ และ้นำหม้อออกมาจากเตา ปรุงรสด้วยน้ำปลา, น้ำมะนาว และพริกขี้หนู เมื่อปรุงรสเสร็จตักเสิรฟในถ้วย ตกแต่งด้วยผักชีและเสิรฟทันที พร้อมด้วยข้าวสวยร้อนๆ

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

คำกล่าวทักทาย กลุ่มประเทศอาเซียน


ในปี 2558 ประเทศไทยก็จะก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นเราคงมีโอกาสที่พบเจอเพื่อนต่างชาติกันมากขึ้น ดังนั้นวันนี้พี่แก๊ปป้าเลยนำเอาคำกล่าวทักทายของแต่ละประเทศมาให้ทำความรู้จักกัน


บรูไน ซาลามัต ดาตัง


อินโดนีเซีย ซาลามัต เซียง


มาเลเซีย ซาลามัต ดาตัง


ฟิลิปปินส์ กูมุสตา


สิงคโปร์ หนีห่าว


ไทย สวัสดี

กัมพูชา ซัวสเด

ลาว สะบายดี

พม่า มิงกาลาบา

เวียดนาม ซินจ่าว
* อาเซียน (ASEAN) หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations)เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นตามปฏิญญากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2510 มีประเทศ สมาชิกรวม 10 ประเทศ แบ่งเป็นประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ คือบรูไน ดารุสซาลาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย และประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือเรียกว่า กลุ่ม CLMV (Cambodia, Laos, Myanmar, Vietnam)

8 อาชีพ ที่จะHot ที่สุดใน ASEAN


สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ห้องเรียนแห่งอนาคตทุกคน ถ้าจะพูดถึงเรื่องที่ Hotที่สุดตอนนี้ ก็คงไม่พ้น เรื่องของการร่วมกลุ่มทางเศรษฐกิจประชาคมอาเซียน ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ และสำหรับประเทศไทยแล้ว เราได้เตรียมตัวอย่างไรกันบ้าง? พร้อมหรือยังที่จะก้าวสู่ ประชาคมอาเซียน
ในปี ค.ศ. 2015 ( พ.ศ.2558) ที่จะถึงนี้เราจะมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเกิดขึ้น ซึ่งอาเซียน (ASEAN) หรือ สมาคมประชาชาติเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (The Association for Southeast Asian Nations) ประกอบด้วยสมาชิก 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ บรูไน เวียดนาม ลาว พม่า และกัมพูชา ได้รวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือเสริมสร้างให้ภูมิภาคมีสันติภาพนามาซึ่ง เสถียรภาพทางการเมือง และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อีกทั้งได้จัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจ (ASEAN Economic Community: AEC) เพื่อส่งเสริมให้เป็นตลาดและฐานผลิตเดียวที่มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และการลงทุน แรงงานฝีมือ และเงินทุนอย่างเสรี ทั้งนี้ได้กำหนดเป้าหมายให้เป็นปีที่มีลักษณะของการรวมกลุ่มประเทศเปลี่ยน เป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทาให้เกิดผลกระทบด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านแรงงาน จะมีการถ่ายเทแรงงานด้านฝีมือเพื่อให้สามารถทางานในประเทศสมาชิกได้ง่ายขึ้นใน 8 สาขาอาชีพ คือ

1. วิศวกรรม
2. การสำรวจ
3. สถาปัตยกรรม
4. แพทย์
5. ทันตแพทย์
6. พยาบาล
7. บัญชี
8. การบริการ/การท่องเที่ยว

อาชีพอิสระที่ได้มาตรฐานได้รับการรับรองสามารถเคลื่อนย้ายไป ทางานในประเทศแถบอาเซียนได้ทันที ไม่มีการปิดกั้น อาชีพที่ได้ตกลงไว้คือ แพทย์ พยาบาล บัญชี สถาปนิก วิศวกร โดยในตอนแรกมีการตกลงว่าภาษาที่ใช้ในประชาคมคือภาษาอังกฤษ ซึ่งนักเรียนควรตระหนักในเรื่องนี้ให้มาก จะต้องเรียนให้เก่งจริง เมื่อเรียนจบปริญญาตรี ต้องใช้องค์ความรู้ที่เรียนมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งจะต้องรู้ภาษาอังกฤษ รู้ภาษาจีน รอบรู้ประวัติศาสตร์ และรู้เทคโนโลยีด้วย

ขณะนี้มีหลายประเทศที่รายได้เฉลี่ยต่ำกว่าไทย ดังนั้นจะมีแรงงานต่างชาติเข้ามาทางานในเมืองไทยอย่างแน่นอน ช่วง 5 ปีต่อจากนี้ไปอาจยังไม่มีผลกระทบทางลบมากนัก แต่นานไปก็น่าเป็นห่วงว่าคนไทยจะไม่มีงานทา หรือโดนแย่งงานจากแรงงานต่างชาติ
ใน 4-5 ปีข้างหน้า 10 ประเทศก็จะเหมือน 10 จังหวัด ในการเปิดเสรีทางเงินทุน การค้า การบริการ แต่ข้อเท็จจริงการเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือจะต้องมีกฎกติกาตามเงื่อนไขที่ตกลง กัน ในประเด็น 7 สาขาวิชาชีพ ช่างสำรวจ สถาปนิก บัญชี แพทย์ หมอฟัน วิศวกร พยาบาล

เมื่อมีกฎแล้วต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของประเทศนั้น ๆ ด้วย เช่น วิศวกร จะไปทางานที่ประเทศสิงคโปร์ ก็ต้องผ่านการสอบของสิงคโปร์ด้วย กลุ่มแรงงานระดับล่างยังไม่ตกลงเพราะเป็นเรื่องใหญ่ แต่อีกกลุ่มวิชาชีพหนึ่งคือ บุคลากรวิชาชีพทางการท่องเที่ยว กาลังอยู่ในขั้นตอนการตกลง มี 9 ประเทศลงนามเรียบร้อยแล้ว แต่ไทยยังไม่ลงนามเพราะติดกรอบทางด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการทาข้อตกลงกับต่างประเทศต้องได้รับการยินยอมจากรัฐสภา แม้ยังไม่ลงนามก็มีการเตรียมความพร้อมไว้แล้ว ถ้าไม่ลงนามก็ไม่สามารถเคลื่อนย้ายแรงงานได้
อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญที่ควรจะกล่าวถึงเรื่องของสมรรถนะ ความรู้ความสามารถ (Competency) ในการบริการ การทำงานกับเพื่อนร่วมงานอย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถในการปรับตัว ความเร็วในการทางาน ความยืดหยุ่นในการทางานเป็นหลัก แต่ต่อไปนี้จะทางานตามหน้าที่ คนมีสมรรถนะคือคนที่ทางานเร็ว เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และพัฒนาสม่ำเสมอ

พ่อแม่ผู้ปกครองควรสนใจในเรื่องนี้และปูแนวทางให้ลูกรัก อย่างถูกหลัก วางแผนชีวิตให้เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงที่คืบคลานมาอย่างรวดเร็วอย่ากระพริบตา อาจพลาดพลั้งสูญเสียงานสำคัญให้ชาวต่างชาติ และคนไทยเป็นได้เพียงมนุษย์เงินเดือนธรรมดาๆ ที่ไม่มีทักษะ ไม่มีสมรรถนะ และไม่มีประเทศไหนรับทางานเลยก็ได้ ถามตัวเองว่าลูกหลานเราจะเป็นอันดับที่เท่าไรในตลาดประชาคมอาเซียน

แพทย์และพยาบาลก็เป็นอาชีพหนึ่งที่เป็นที่สนใจของอาเซียน แม้แต่ในประเทศไทยก็เป็นที่ต้องการมาก สถานประกอบการบางแห่งก็ขาดแคลน พยาบาลโรงงานอุตสาหกรรมเป็นอาชีพหนึ่งที่ขาดแคลน เพราะตามกฏหมายสถานประกอบการหรือโรงงานอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีพยาบาลประจำโรงงาน เช่น กรณี ลูกจ้าง 200-999 คน ต้องจ้างพยาบบาลจำนวน 1 คนตลอด 8ชั่วโมง และเพิ่มทุก 1000 ขึ้น ต่อพยาบาล 1คน เป็นต้น

อัตราการรู้หนังสือของประเทศสมาชิกอาเซียน


สวัสดีครับน้องๆ วันนี้พี่แก๊ปมีข้อมูลที่น่่าสนใจมากๆ เกี่ยวกับอัตราการรู้หนังสือของประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งจากข้อมูลพบว่าประเทศไทยของเรามีอัตราการรู้หนังสือ ร้อยละ 94.1 ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มากพอสมควรเลยครับ ^^
ปัจจุบันการศึกษาและความเจริญด้านต่างๆ ได้ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก การอ่านจึงมีความสำคัญเพราะเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ตลอดจนแนวคิดต่าง ๆ ความรู้ส่วนใหญ่ที่จะค้นคว้าได้ด้วยตนเอง มักจะออกมาในรูปของสิ่งพิมพ์ ซึ่งต้องอาศัยทักษะทางด้านการอ่านและการเขียน
หากประเทศใดที่มีคนรู้หนังสือมากก็ย่อมได้เปรียบ วันนี้จึงนำอัตราการรู้หนังสือของประเทศอาเซียนมาให้วิเคราะห์กัน
หมายเหตุ: ผลสำรวจนี้ สำรวจจากผู้มีอายุ 15 ปีขึ้นไป
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก : Asean by MAC

วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การดำรงตำแหน่งประธาน ไทย ของไทย

การดำรงตำแหน่งประธาน ไทย ของไทย



1. การเป็นประธานอาเซียนของไทย (กรกฎาคม 2551 - ธันวาคม 2552)
  • ไทยเข้ารับตำแหน่งประธานอาเซียนต่อจากสิงคโปร์เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2551 โดยการดำรงตำแหน่งของไทยอยู่ในช่วงที่คนไทย คือ ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการอาเซียน และกฎบัตรอาเซียนซึ่งเปรียบเสมือนธรรมนูญที่จะวางกฎกติกาที่เป็นรากฐาน สำหรับการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2552

  • ไทยได้กำหนดเป้าหมายหลักในวาระการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของไทยไว้ 3 ประการ (3 ‘R’s) คือ
  • (1) การปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎบัตรอาเซียน (Realising Commitments under ASEAN Charter) คือ การจัดตั้งกลไกต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในกฎบัตร โดยเฉพาะการจัดตั้งกลไกสิทธิมนุษยชน การจัดตั้งคณะกรรมการผู้แทนถาวรประจำอาเซียนที่กรุงจาการ์ตา
    (2) การฟื้นฟูอาเซียนให้เป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Revitalising People-centred ASEAN Community) โดยส่งเสริมการตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างประชาคม อาเซียน
    (3) การเสริมสร้างการพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์สำหรับประชาชนทุกคนในภูมิภาค (Reinforcing Human Development and Security for all) เพื่อให้ความร่วมมือของอาเซียนช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชนและยกระดับชีวิตความ เป็นอยู่ของประชาชน
  • ไทยได้กำหนดหัวข้อหลักสำหรับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 27 ก.พ. –1 มี.ค. 2552 ที่ อ.ชะอำ ว่า “กฎบัตรอาเซียนเพื่อประชาชนอาเซียน” (ASEAN Charter for ASEAN Peoples) เพื่อย้ำเจตนารมณ์ของไทยที่จะเสริมสร้างการดำเนินงานของอาเซียนภายหลังการมี ผลบังคับใช้ของกฎบัตรให้ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

  • ที่ประชุมได้รับรองปฏิญญาชะอำว่าด้วยแผนงานสำหรับประชาคมอาเซียน ซึ่งจะผนวกแผนงานสำหรับการจัดตั้งประชาคมการเมือง-ความมั่นคง ประชาคมเศรษฐกิจ และประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียนเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2558

  • ไทยได้ริเริ่มให้มีการพบปะอย่างไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้แทน สมัชชารัฐสภาอาเซียน เยาวชนอาเซียน และภาคประชาสังคมอาเซียน ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้าง ประชาคมอาเซียน
  • ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ อาเซียนครั้งที่ 42 ระหว่างวันที่ 17 - 23 ก.ค. 52 ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนได้ (1) รับรองกรอบขอบเขตอกนาจหน้าที่ (TOR) ของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียน ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอาเซียน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights - AICHR) ซึ่งจะปูทางไปสู่การประกาศจัดตั้งองค์กรดังกล่าวระหว่างการประชุมสุดยอด อาเซียน ครั้งที่ 15 ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ (2) รับรองร่างความตกลงว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันอาเซียน (Draft Agreement on Privileges and Immunity of ASEAN) ซึ่งจะให้สถานะนิติบุคคลกับอาเซียนเพื่อให้มีการลงนามโดยรัฐมนตรีต่างประเทศ ระหว่างการประชุม สุดยอดฯ ครั้งที่ 15

  • ระหว่างการประชุมฯ สหรัฐอเมริกาได้ภาคยานุวัติสนธิสัญญาว่าไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า อาเซียนยังมีความสำคัญในสายตาของนานาประเทศ โดยเฉพาะประเทศซึ่งเป็นมหาอำนาจ ซึ่งต้องการให้อาเซียนมีบทบาทสนับสนุนการเสริมสร้างเสถียรภาพและสันติภาพ

  • นอกจากนี้ ไทยยังผลักดันความร่วมมือของอาเซียนเพื่อให้ตอบสนองต่อปัญหาที่มีผลกระทบต่อ ประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีสาธารณสุขอาเซียน+3 เพื่อประสานแนวทางในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สาย พันธุ์ใหม่ (H1N1) เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2552

2. การจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง
  • ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้องที่ อ.ชะอำ อ.หัวหิน ระหว่างวันที่ 23 - 25 ตุลาคม 2552

  • หัวข้อหลักของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 15 คือ การกำหนดวิสัยทัศน์สำหรับประชาคมอาเซียนในปี 2558 ตามที่นายกรัฐมนตรีได้เคยให้แนวทางในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ อาเซียนว่า อาเซียนควรมุ่งเน้นการสร้างประชาคมใน 3 ลักษณะ คือ
    (1) ประชาคมที่เน้นการปฏิบัติ กล่าวคือ การดำเนินการให้เป็นไปตามข้อตกลงต่าง ๆ รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือเพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์และความ ท้าทายต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกอาเซียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที
    (2) ประชาคมที่เน้นความเชื่อมโยงระหว่างกัน ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและความเชื่อมโยงในด้านจิตใจ โดยการพัฒนาเส้นทางคมนาคมติดต่อระหว่างกันและเครือข่ายโทรคมนาคม เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน และแรงงานฝีมืออย่างเสรี และการเคลื่อนย้ายเงินทุนอย่างเสรีมากขึ้น รวมทั้งการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนและความเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน บนพื้นฐานของรากฐานทางอารยธรรมร่วมกัน
    (3) ประชาคมที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง โดยประชาชนจะสามารถมีส่วนร่วมและสามารถได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการเป็น ประชาคม
  • เพื่อให้เป้าหมายของการเป็น ประชาคมสามารถสำเร็จลุล่วงได้ภายในปี 2558 การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้ง 15 นี้ จะให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และประเด็นที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน และการบริหารจัดการภัยธรรมชาติ และผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลก

  • เอกสารสำคัญที่จะมีการลงนามหรือรับรองในระหว่างการประชุมสุดยอดฯ ได้แก่
    (1) ปฏิญญาก่อตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนอาเซียน (2) ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการศึกษา
    (3) ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (4) ความตกลงว่าด้วยเอกสิทธิและความคุ้มกันของอาเซียน
    (5) แถลงการณ์ของการประชุมอาเซียน+3 ว่าด้วยความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน และ
    (6) แถลงการณ์ของที่ประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกว่าด้วยการจัดการภัยพิบัติ

3. ประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับ
  • โดยที่การประชุมสุดยอดฯ ครั้งนี้ จะเป็นการประชุมวาระสำคัญครั้งสุดท้ายที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพในช่วงการดำรง ตำแหน่งประธานอาเซียน ไทยจึงมีเจตนาแน่วแน่ที่จะผลักดันประเด็นที่เป็นผลประโยชน์ต่อประชาชนเพื่อ ให้อาเซียนเป็นองค์กรเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนใน ภูมิภาค ทำให้ในอนาคตคนไทยจะได้รับประโยชน์โดยตรง โดยเฉพาะคนพิการ เด็ก และสตรี จะได้รับการดูแลและสวัสดิการทางสังคมที่ดีขึ้น รวมทั้งได้รับโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพของตนเอง นอกจากนี้ การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศเพื่อนบ้านจะช่วยแก้ไขปัญหา แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย และปัญหาการค้ามนุษย์ซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยในปัจจุบันด้วย

  • การเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษา ของอาเซียนจะมีส่วนโดยตรงต่อการพัฒนาระบบการศึกษาของไทยและช่วยพัฒนาศักยภาพ ของเด็กและเยาวชนไทยให้มีความสามารถในการแข่งขันในยุคโลกาภิวัตน์ ให้รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศคู่เจรจา เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ภายใต้โครงการความร่วมมือด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ต่าง ๆ

  • ความร่วมมือด้านการจัดการภัยพิบัติภาย ใต้กรอบการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก จะช่วยให้ประเทศในภูมิภาค รวมทั้งไทยสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศคู่เจรจา เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมีระบบการแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพและเมื่อเกิดภัยพิบัติ เช่น อุทกภัย หรือไฟป่า คนไทยก็จะได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

  • ความร่วมมือด้านอาหารและพลังงานในกรอบ อาเซียน+3 จะช่วยสร้างความมั่นใจว่า คนไทยจะมีอาหารบริโภคอย่างพอเพียงในราคาที่ยุติธรรม ในขณะที่พี่น้องเกษตรกรก็จะสามารถจำหน่ายผลผลิตการเกษตรโดยได้รับผลตอบแทน ที่เป็นธรรม โดยเฉพาะการจัดตั้งคลังสำรองข้าวในกรณีฉุกเฉินที่ไทยผลักดันให้จัดตั้งใน ประเทศไทยจะทำให้ไทยซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลกได้รับ ประโยชน์โดยตรง ทั้งจากการจำหน่ายข้าวเพื่อจัดเก็บในคลังสำรองข้าว และการติดตามตรวจสอบความเคลื่อนไหวของปริมาณผลผลิตข้าวและความต้องการข้าว อย่างเป็นระบบภายใต้เครือข่ายข้อมูลของคลังสำรองข้าวดังกล่าวด้วย

  • การเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเงิน ระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาในกรอบอาเซียน+3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) ภายใต้ข้อริเริ่มเชียงใหม่ จะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินการคลังในภูมิภาค โดยเฉพาะการจัดตั้งหน่วยติดตามตรวจสอบสถานการณ์ทางการเงินของประเทศใน ภูมิภาค จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจว่า ประเทศในภูมิภาคจะมีการดำเนินมาตรการทางการเงินและการคลังที่เหมาะสม ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการส่งแสริมการค้า การลงทุน และเป็นปัจจัยที่เกื้อหนุนต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ทำให้ประชาชนไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

  • หากประเทศไทยสามารถจัดการประชุมสุดยอดฯ ในครั้งนี้ได้ด้วยความเรียบร้อย จะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นที่นานาประเทศมีต่อประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลโดยตรงในด้านส่งเสริมการค้า การลงทุน รวมทั้งการท่องเที่ยวของไทยในวงกว้าง


ที่มา สบย.4